เว็บไซต์ทางหลวง ติดต่อสำนัก เข้าระบบ

แผนพัฒนาทางหลวงเพื่อชุมชน

ความเป็นมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2540 เห็นชอบในหลักการในการก่อสร้าง ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Inter-City Motorway) จำนวน 13 เส้นทาง เป็นระยะทาง 4,150 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุน 472,360 ล้านบาท (มูลค่า ปี 2540) ระยะเวลาดำเนินการ 20 ปี จากปี พ.ศ. 2540 – 2559 โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อกำหนดโครงข่ายแผนการก่อสร้างทางหลวงที่มีมาตรฐานสูง เสริมสร้างสมรรถนะ ทางเศรษฐกิจให้ยั่งยืนในอนาคต 2. เพื่อเป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานหลักในการสนับสนุนนโยบายกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค 3. เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีช่วยลดอุบัติเหตุและลดมลภาวะ 4. เพื่อเป็นการสนับสนุนการพัฒนาเมืองหลักในภูมิภาคทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองเป็นทางหลวงมาตรฐานสูง

กรมทางหลวงเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการพัฒนาและดูแลรักษาโครงข่ายทางหลวงทั่วประเทศ ให้มีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย สนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ โดยปัจจุบันกรมทางหลวงมีแผนงานโครงการและภารกิจที่จะต้องดำเนินการเป็นจำนวนมาก เพื่อเตรียมความพร้อมและตอบสนองความต้องการของประชาชนผู้ใช้ทางให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ดี ด้วยสภาพแวดล้อมที่มีความท้าทายในการขับเคลื่อนภารกิจต่างๆของกรมทางหลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้การดำเนินงานภารกิจที่สำคัญบางส่วนไม่เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ อาทิเช่น การพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองจำนวน 13 เส้นทาง ระยะทางรวม 4,150 กิโลเมตร ตามมติคณะรัฐมนตรี ปี 2540 ซึ่งการลงทุนก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองแต่ละเส้นทางจำเป็นต้องใช้งบประมาณลงทุนที่สูง ตลอดจนปริมาณภาระงานต่างๆ ของกรมทางหลวงที่มีเป็นจำนวนมากและครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ อาทิเช่น งานบำรุงรักษาเส้นทาง รวมถึงอุปกรณ์และเครื่องหมายจราจร รวมระยะทางกว่า 5 หมื่นกิโลเมตร งานบริหารจัดการด่านชั่งน้ำหนักถาวร 70 แห่ง งานบริหารจัดการจุดพักรถหรือศูนย์บริการทางหลวงทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ตลอดจนระบบงานบริการต่างๆ บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่เปิดให้บริการในปัจจุบัน เช่น การจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง งานบริหารข้อมูลและข่าวสาร งานอำนวยการจราจร งานกู้ภัยและระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน ฯลฯ ซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นตามแผนการพัฒนาโครงข่ายมอเตอร์เวย์เส้นทางใหม่ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ จึงทำให้ข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากรดังกล่าว มักกลายเป็นอุปสรรคที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการดำเนินภารกิจในปัจจุบัน ทั้งด้านงานบำรุงรักษา การบริหารจัดการ การให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้ใช้ทาง

ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณและด้านบุคลากรในการพัฒนาและบริหารจัดการทางหลวง เป็นปัญหาอุปสรรคที่สำคัญในปัจจุบันและจะมีความท้าทายเพิ่มมากยิ่งขึ้นในอนาคต กรมทางหลวงจึงจำเป็นต้องพิจารณาแนวทางเลือกในการให้เอกชนมีส่วนร่วมดำเนินงานในกิจการของรัฐ (Public Private Partnership: PPP) สำหรับการลงทุนและบริหารจัดการทางหลวง เพื่อขับเคลื่อนภารกิจต่างๆ ของกรมทางหลวง ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับทิศทางยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่มุ่งเน้นให้ภาครัฐเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและบริหารจัดการ ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการเงินการคลังของประเทศ  

 

กลับสู่ด้านบน